‘Cellulite’ เจ้าตัวร้าย

เมื่อพูดถึง ‘เซลลูไลท์’ ผู้หญิงเราคงรู้จักเจ้าตัวนี้ดี มีลักษณะคล้ายผิวเปลือกส้มหนาตะปุ่มตะป่ำตามท้องแขน หน้าท้อง รอบเอว สะโพก ต้นขา บางครั้งไม่เห็นด้วยตาเปล่า ต้องใช้นิ้วมือบีบผิวขึ้นมา จึงจะเห็นวายร้ายตัวนี้ซ่อนอยู่ ซึ่งแบงค์อยากบอกว่า –เจ้าวายร้ายเซลลูไลท์ เป็นปัญหาที่ผู้หญิงเราพบบ่อยที่สุด

และที่สำคัญคือ สามารถเกิดได้ตั้งแต่วัยรุ่นเป็นต้นไป  แม้จะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

แต่บอกเลยค่ะว่ามีผลต่อสุขภาพจิตผู้หญิงเราไม่น้อย เพราะทำให้ขาดความมั่นใจ รู้สึกกังวล ยามต้องใส่ชุดว่ายน้ำ กางเกงขาสั้น  เสื้อเอวลอย เสื้อแขนกุด หรือเสื้อกล้าม

โปรดอย่าถามเรื่องวิธีกำจัดทิ้งนะคะ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องใช้เวลาและความอดทนสูงจริงๆ แต่แค่สามารถลด หรือบรรเทาปัญหาเจ้าผิวเปลือกส้มได้ ผู้หญิงเราก็ปลื้มแล้วค่ะ

ร่วมด้วยช่วยตรวจสอบ ‘เซลลูไลท์’ 

การที่เรามองไม่เห็นผิวเปลือกส้มบนเรือนร่าง จนหลายคนหลงดีใจว่าตัวเองไม่มีเซลลูไลท์ ทั้งที่จริงแล้ว มองไม่เห็น ใช่ว่าไม่มี ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองมีเซลลูไลท์หรือไม่ แนะนำให้ใช้สองนิ้วบีบผิวยกขึ้นมา… แบบนั้นละคะ …สังเกตเห็นแล้วใช่ไหมคะ แต่สิ่งที่แบ็งค์อยากให้ผู้หญิงทุกคนรู้ คือ เราสามารถแบ่งเกรดการตรวจสอบเซลลูไลท์ได้ 4 เกรด เพื่อความชัดเจน จะช่วยให้เราวางแผนดูแลตัวเองได้ดีขึ้น

เกรด 0: ผิวเรียบปกติ  ไม่ว่าอยู่ในท่ายืนหรือท่านอน มองไม่เห็นเซลลูไลท์ เมื่อใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบผิวขึ้นมา เห็นผิวหนังเป็นรอยบีบธรรมดา อันนี้ถือว่าผิวปกติ

เกรด 1: ผิวดูเหมือนเรียบปกติ  ไม่ว่าจะอยู่ในท่ายืนหรือท่านอน มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เมื่อใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบผิวขึ้นมา จะเห็นผิวขรุขระเหมือนฟูกที่นอน ถือว่ามีเซลลูไลท์น้อยมาก จนทำให้หลงคิดว่าไม่มีเซลลูไลท์ หรือถ้านั่งไขว่ห้าง จะเห็นรอยตะปุ่มตะป่ำที่ต้นขาหลัง แต่เมื่อยืนหรือนอน ไม่เห็นอะไรผิดปกติ จัดเป็นเซลลูไลท์เกรด 1 ถือเป็นอาการเริ่มต้นที่พบได้ในวัยสาว จึงควรดูแลตัวเองแต่เนิ่นๆ เพื่อไม่ให้เซลลูไลท์ลุกลามไปเป็นเกรด 2

เกรด 2: ผิวขรุขระตะปุ่มตะป่ำ จัดเป็นเซลลูไลท์เกรดปานกลาง เพราะมองเห็นได้ในท่ายืน แต่มองไม่เห็นในท่านอน ถ้าดูแลรักษาอย่างจริงจังจะช่วยให้ดีขึ้นได้ และไม่พัฒนาไปเป็นเกรด 3

เกรด 3:  ผิวขรุขระ ตะปุ่มตะป่ำ เห็นชัดเจนตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในท่ายืน หรือท่านอน

เซลลูไลท์เกรดนี้จัดว่าหนัก เพราะสะสมมานาน พบมากในคนอายุมาก ถ้าจะรักษาต้องใช้เวลาพอสมควร

4 ตัวการก่อเซลลูไลท์

เซลลูไลท์เกิดจากเซลล์ไขมันใต้ผิวหนังและบริเวณโดยรอบมีการขยายตัว ร่วมกับการที่เนื้อเยื่อที่คอยเหนี่ยวรั้งไขมันนี้ให้อยู่ในสภาพปกติ  เริ่มอ่อนแอและเสื่อมสภาพลง  ทำให้ไขมันถูกดันขึ้นด้านบนผิวหนัง เกิดเป็นคลื่นผิวตะปุ่มตะป่ำ  ซึ่งมีสาเหตุจาก

1.ฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิง มีผลทำให้เซลล์ไขมันขยายตัว  และเนื้อเยื่อที่เหนี่ยวรั้งไขมันเสื่อมสภาพลง

2.ผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวเกิน มีแนวโน้มที่จะเห็นเซลลูไลท์เด่นชัดกว่าผู้หญิงที่มีน้ำหนักตัวปกติ เนื่องจากไขมันจำนวนมากมีโอกาสขยายตัว และดันผ่านเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังขึ้นมา ทำให้ผิวตะปุ่มตะป่ำเด่นชัด แต่ถึงมีน้ำหนักตัวปกติ ก็อย่านิ่งนอนใจนะคะ โอกาสเกิดเซลลูไลท์ยังมีอยู่เช่นเดิม

3.ผู้หญิงอายุมาก มีเซลลูไลท์มากกว่าหญิงสาว เพราะเมื่ออายุมากขึ้น เส้นใยคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น และเสื่อมสลายไป ไม่สามารถดึงรั้งไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน เด็กผู้หญิงวัยรุ่น อาจเริ่มสังเกตุเห็นเซลลูไลท์ได้เช่นกัน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน

4.กรรมพันธุ์  ถ้าพ่อ แม่ ญาติพี่น้องมีเซลลูไลท์ ตัวเราเองก็เสี่ยงที่จะมีเซลลูไลท์มากขึ้นเช่นกัน

วิธีจัดการเจ้าตัวร้าย ‘เซลลูไลท์’ 

แบ็งค์บอกเลยค่ะว่า เซลลูไลท์เป็นปัญหาซับซ้อนที่เกิดจากหลายสาเหตุ การดูแลรักษาส่วนมากเน้นที่การลดหรือบรรเทาอาการ ซึ่งเป็นการยากที่จะกำจัดเซลลูไลท์ให้หมดได้ 100 % แต่ยังถือว่ามีหวังอยู่นะคะ ด้วยวิธีต่อไปนี้

1.ออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Aerobic Exercise) เช่น เดินเร็ว วิ่ง ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก เพื่อกระตุ้นระบบหมุนเวียนเลือด และน้ำเหลืองให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการเผาผลาญไขมัน ช่วยให้ปริมาณไขมันใต้ผิวหนังลดลง ซึ่งน่าจะช่วยลดเซลลูไลท์ได้

2.ออกกำลังกายแบบแรงต้าน (Strength Training) เป็นวิธีออกกำลังกายที่ควรทำควบคู่กันไป เช่น การทำ push-up sit-up หรือออกกำลังแรงต้านเฉพาะจุด เช่น ต้นขา รอบเอว ฯลฯ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง กระชับ ทำให้ผิวที่มีเซลลูไลท์ดูเรียบขึ้น

3.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและไขมันมากเกินจำเป็น  เพราะอาจทำให้เกิดไขมันสะสมใต้ผิวหนังมากขึ้น ทำให้เห็นเซลลูไลท์เด่นชัดขึ้น

4.หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะนิโคตินและสารอื่นๆ ในบุหรี่ ทำให้เส้นเลือดที่เลี้ยงผิวหดตัว มีผลต่อเลือดและออกซิเจนที่ไปหล่อเลี้ยงผิวหนัง มีผลเสียต่อเส้นใยคอลลาเจน

5.เทคโนโลยีการแพทย์แบบไม่ผ่าตัด (Non-Invasive)   หลังการรักษาไม่มีรอยแผล คนไข้สามารถกลับบ้าน ไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ต้องทำการรักษาต่อเนื่องมากกว่า 1 ครั้ง เป็นเทคโนโลยีที่มีให้เลือกหลากหลาย อาทิ

เทคโนโลยีคลื่นกระแทก (Acoustic Wave Therapy) แต่เดิมใช้เพื่อรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น แต่มีการนำมาใช้ลดปัญหาเซลลูไลท์ โดยการส่งพลังงานคลื่นกระแทกสู่ชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้เส้นใยคอลลาเจนเกิดการเรียงตัวใหม่ ควรทำต่อเนื่อง 8-10 ครั้ง

เทคโนโลยีคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) สร้างความร้อนใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เส้นใยหดตัว เกิดการจัดเรียงตัวใหม่ ช่วยลดปัญหาเซลลูไลท์ อีกทั้งช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวกระชับ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีคลื่นวิทยุนี้มีหลายประเภทด้วยกัน และมีประสิทธิภาพการส่งผ่านความร้อนลงไประดับลึกของผิวหนังแตกต่างกัน โดยควรรักษาต่อเนื่อง 4-5 ครั้ง

ส่วนผลการรักษาด้วยสองเทคโนโลยีนั้น อาจเห็นผลแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยของแต่ละคน เช่น ระดับฮอร์โมน สภาพผิวหนัง และเกรดของเซลลูไลท์

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แบ็งค์อยากแนะนำว่า ผู้ที่ต้องการใช้เทคโนโลยีการแพทย์เพื่อช่วยบำบัดเซลลูไลท์นั้น ควรศึกษาข้อมูล และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนทุกครั้งนะคะ จะได้สวยแบบเบาๆ และปลอดภัย 

อ้างอิงจาก *Nurnberger, F. and Muller, G. (1978). So-called cellulite: An invented disease. Journal of Dermatologic Surgery and Oncology, 4(3), 221-229.

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ImmaginiDaisyDivaClinic
หรือสอบถาม Line ID @immagini