Body Contouring เรื่องของการลดหน้าท้อง ต้นขา สะโพก

เชื่อแบ็งค์ไหมคะว่า ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยไม่มีใครไม่บ่นเรื่องความอ้วน ย้วย ย้อย ที่เกาะตามหน้าท้อง ต้นขา สะโพก และก้น ยิ่งวัยเพิ่มขึ้น รูปร่างผู้หญิงเรายิ่งเปลี่ยนไปตามวันเวลาที่เพิ่มขึ้น

หลายคนหาสารพัดวิธีเพื่อลดน้ำหนัก ทั้งไดเอ็ตและออกกำลังกาย แต่ไม่อาจไล่ส่วนเกินเหล่านั้นให้หมดจากร่าง อยากโชว์หุ่นก็ไม่กล้า อยากเอาเสื้อผ้าเก่าๆ กลับมาใส่อีกรอบก็ไม่สามารถ ‘หมอแอมป์’ ของเรา พญ.อภิชญา ธันยาวุฒิ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง ประจำคลีนิค Immagini Clinic มีความเชี่ยวชาญด้านเลเซอร์  จะมาแชร์ความรู้และเล่าประสบการณ์ตรง เพื่อเป็นข้อมูลและทางเลือกให้สาวๆ หายกังวลใจ

 

ไขมันสะสมและวิธีการกำจัด

ก่อนอื่นขออธิบายให้ผู้หญิงเราทราบก่อนว่า ไขมันนั้นมีประโยชน์ เพราะให้พลังงานแก่ร่างกาย แต่ถ้าสะสมมากเกินไป ย่อมก่อให้เกิดปัญหาได้ ซึ่งไขมันเจ้าปัญหานี้แบ่งได้ 2 ประเภทคือ

ไขมันรอบอวัยวะในช่องท้อง (Visceral Fat) หรือที่เรียกว่า “อ้วนลงพุง” เป็นไขมันที่สะสมบริเวณตับ ลำไส้ ม้าม มีผลเสียต่อสุขภาพ เพราะอาจทำให้เกิดโรคเบาหวาน  โรคหลอดเลือดหัวใจ  ความดันเลือดสูง และโรคอื่นๆ การกำจัดไขมันประเภทนี้ไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลา ทำได้โดยการทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณพอเหมาะ ควบคู่กับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ

ไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) พบเห็นบ่อยในผู้หญิงเรา มักเกาะตามพุง สะโพก ต้นขา หรือก้น สังเกตได้เวลาเอานิ้วบีบบริเวณดังกล่าว ผิวจะย้วยออก ถึงแม้ว่าไขมันใต้ผิวหนังจะไม่เป็นอันตรายมากเท่าไขมันรอบอวัยวะในช่องท้อง แต่ก็ทำให้กังวลใจไม่น้อย เพราะรูปร่างและสัดส่วนที่เปลี่ยนไปนอกจากการทานอาหารให้เหมาะสม และออกกำลังกายสม่ำเสมอซึ่งช่วยลดไขมันใต้ผิวหนังได้ ในทางการแพทย์ยังมีอีกอย่างน้อย 2 วิธีที่ช่วยได้ คือ

1. การผ่าตัดดูดไขมัน (Liposuction) โดยแพทย์จะฉีดยาชาหรือวางยาสลบ ก่อนผ่าเปิดแผลเล็ก และใช้เครื่องมือดูดเอาไขมันออกโดยตรง เป็นวิธีที่เห็นผลรวดเร็ว เพราะไขมันถูกดูดออกทันที แต่คนไข้ต้องใช้เวลาพักฟื้นหลายวันถึงสัปดาห์

2. การใช้เทคโนโลยีกลุ่มที่ไม่ใช้การผ่าตัด (NonInvasive) ถูกพัฒนาขึ้นเนื่องจากเซลล์ไขมันสลายและตายไปเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด จึงนำหลักการดังกล่าวมาพัฒนา เพื่อกำจัดเซลล์ไขมันโดยไม่ต้องผ่าเปิดแผลและดูดไขมันออกแต่อย่างใด จึงไม่ต้องมีการพักฟื้น การเห็นผลนั้นจะไม่รวดเร็วทันที แต่จะเห็นผลภายใน1-2 เดือน เมื่อเซลล์ไขมันเริ่มตายและถูกขับออกจากร่างกายโดยธรรมชาติ

หมอจึงเริ่มศึกษาเทคโนโลยีกลุ่มที่ไม่ใช้การผ่าตัดเพื่อลดสัดส่วน และทดลองใช้กับตนเอง จึงอยากแชร์ความรู้และเล่าประสบการณ์นี้

 

Emotional Eatingกินตามอารมณ์ทำให้อ้วน

ย้อนกลับไปเกือบ 2 ปีที่แล้ว หมอดูแลตัวเองดีมาก หุ่นเฟิร์มมาก :)) ออกกำลังกายที่ฟิตเนสอาทิตย์ละ 3 วัน กินอาหารคลีน กระทั่งช่วงที่กลับไปเรียนต่อ 1 ปี ทุ่มเทมากจนไม่มีเวลาออกกำลังกายเลย บวกกับเครียดด้วย ภายใน 6-7 เดือน น้ำหนักขึ้นมา 7 กิโลกรัม เร็วมากๆ เรียกว่าเป็น Emotional Eating ก็ว่าได้ คือรู้สึกเครียด หรือไม่สบายใจก็กิน เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยนไป บวกกับอายุที่มากขึ้น ทำให้กระบวนการเผาผลาญลดลง บรรดาไขมันเริ่มทยอยมาเกาะแถวพุง ต้นขา ก้น พยายามลดอาหาร มื้อเย็นกินแป้งลดลง เลือกกินเนื้อปลากับผัก ออกกำลังกายทุกรูปแบบที่จะช่วยเพิ่มการใช้แคลอรี่ น้ำหนักลดลงมาประมาณหนึ่ง แต่สัดส่วนยังเท่าเดิม ใส่เสื้อผ้าเดิมไม่ได้สักที หมอจึงเริ่มหาตัวช่วยอื่น เพราะอยากกลับไปใส่กางเกงยีนส์ตัวโปรด หรือเดรสเปรี้ยวปรี๊ดตัวเดิมบ้าง

 

ร้อนจัดเย็นจัด ขจัด เซลล์ไขมัน

เวลาน้ำหนักตัวขึ้นแปลว่าขนาดเซลล์ไขมันในร่างกายเราขยายใหญ่ขึ้น เมื่อลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย จำกัดอาหาร รูปร่างเราผอมลง เพราะขนาดเซลล์ไขมันเล็กลง แต่จำนวนเซลล์ไขมันเท่าเดิม ถ้าเรากลับมากินประมาณหนึ่ง คนที่เคยอ้วน ย่อมกลับมาอ้วนง่ายกว่า เนื่องจากมีจำนวนเซลล์ไขมันมากกว่าคนผอม

ดังนั้นวิธีกระชับสัดส่วนที่ทำแล้วได้ผลดีคือ การทำให้เซลล์ไขมันตาย เปรียบเทียบเหมือนเม็ดแมงลักที่พองเต็มแก้วแล้วถูกตักออก ต่อให้เราเติมน้ำเข้าไปใหม่ จำนวนเม็ดแมงลักที่พองย่อมไม่สามารถกลับมามีจำนวนเท่าเดิม ซึ่งเทคโนโลยีกระชับสัดส่วนที่ทำให้เซลล์ไขมันตาย ได้แก่

การใช้ความร้อน เพื่อให้เซลล์ไขมันอุ่นในอุณหภูมิหนึ่ง จากนั้นเซลล์จะสลายตายไปเอง เทคโนโลยีกลุ่มนี้ ได้แก่ HIFU หรือคลื่นอัลตราซาวนด์ชนิดเข้มข้น และคลื่นวิทยุ (Radio Frequency) เป็นการทำให้เซลล์ไขมันใต้ผิวหนังร้อนขึ้น และตายไปในที่สุด เซลล์ไขมันที่ตายแล้วจะถูกกำจัดออกจากร่างกาย ผ่านกระบวนการดูดซึมและขับถ่ายตามธรรมชาติ ระหว่างทำการรักษาคนไข้จะรู้สึกอุ่นๆ บริเวณผิว โดยสามารถเลือกพื้นที่ที่จะทำได้ตามต้องการ ว่าต้องการทำบริเวณใดบ้าง เช่น หน้าท้อง ต้นขา ใช้เวลาทำการรักษาประมาณ 1 ชั่วโมงโดยไม่ต้องพักฟื้น

การใช้ความเย็น  เป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่แพ้กัน  หลังจากเลือกบริเวณที่ต้องการทำการรักษา เครื่องจะส่งความเย็นลงไปสู่ชั้นไขมันบริเวณนั้นเพื่อแช่แข็งเซลล์ไขมันให้อยู่ในอุณหภูมิต่ำมาก เมื่อถึงระดับหนึ่ง เซลล์ไขมันส่วนหนึ่งจะตายไป และถูกร่างกายกำจัดทิ้งตามธรรมชาติ ใช้ระยะเวลาทำการรักษาครั้งละ 1ชั่วโมงต่อ 1 บริเวณ ระหว่างทำจะนอนฟังเพลง ดูทีวี หรืออ่านแมกกาซีนไปด้วยก็ได้ ทำเสร็จกลับบ้านจะรู้สึกหน่วงๆ ตึงๆ ชาๆ เหมือนถูกของเย็นที่ผิว จากนั้น 3-4 วันอาการจะหายไป

หลังทำการรักษา 3 สัปดาห์เริ่มรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง สัดส่วนลดลงชัดเจนเมื่อเข้าสู่เดือนที่ 2 และจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากรักษา จากที่หมอเคยมีหน้าท้องล่าง พยายามออกกำลังกายเท่าไหร่ก็ไม่ลด แต่ทำวิธีนี้แล้วหน้าท้องล่างหายไป ต้นขาเล็กลงชัดเจน น้ำหนักไม่ได้ลดลง แต่สัดส่วนลดลง รูปร่างกระชับขึ้น ทำให้กลับมาใส่เสื้อผ้าเดิมได้ จากนั้นหมอกินอาหารคลีนแบบไม่ต้องสตริกต์มากและออกกำลังกาย ทำให้ยังคงรักษารูปร่างได้สบายๆ

ปัจจุบันทั้งเทคโนโลยีการใช้ความร้อนจัดและเย็นจัดเริ่มเป็นที่รู้จัก ซึ่งโดยเฉลี่ยเซลล์ไขมันจะลดลง 20-25 เปอร์เซ็นต์ต่อการทำการรักษา 1 คอร์ส แต่ละเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นมีข้อดี-ข้อเสีย และความเหมาะสมต่างกัน จึงควรศึกษาข้อมูล สอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อประเมินบริเวณที่ทำการรักษา สภาพความยืดหยุ่นของผิว ดูว่าควรใช้เทคโนโลยีใดตามความเหมาะสม

หลังจากรักษาแล้ว การดูแลตัวเองเพื่อให้รูปร่างและสัดส่วนคงที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ หมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มระดับการเผาผลาญให้มากขึ้น ป้องกันไม่ให้กลับมาอ้วนใหม่ได้ง่าย

เน้นการกินอาหารให้เหมาะสม ควบคุมแคลอรี่ให้ดี เพราะถ้ายังกินเกินกว่าที่ใช้ ย่อมเก็บสะสมแน่นอน

 

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ImmaginiDaisyDivaClinic 
หรือสอบถาม Line ID @immagini