Perfect Shape for MOM กระชับหุ่นคุณแม่ป้ายแดง

ทำอย่างไรให้คุณแม่หลังคลอด กลับมามีหุ่นเป๊ะปัง สัดส่วน และผิวพรรณกระชับเหมือนเดิม
เป็นคำถามยอดฮิตที่แบ็งค์ได้ยินบ่อยมาก ทั้งจากเพื่อนฝูงและคนรู้จักที่คลอดเบบี๋แล้ว เพราะต่อให้ลดน้ำหนักลงเท่าเดิม ก็ใช่ว่าจะการันตีมนุษย์แม่ให้กลับมามีหุ่นเป๊ะเหมือนก่อนคลอดนะคะ เพราะพวกเธอต้องเผชิญกับปัญหาความหย่อนคล้อย ผิวแตกลาย เซลลูไลท์ และไขมันส่วนเกิน ทำให้หุ่นเปลี่ยน สูญเสียความมั่นใจ ขาดความสนุกในการแต่งตัวไปเยอะเลย

ปักษ์นี้ ‘หมอเบิร์ด’แพทย์หญิงธีรพร อาชาไกรสร จาก Immagini Clinic จะมาแชร์ความรู้และเล่าประสบการณ์การดูแลตัวเองหลังคลอด รวมถึงแผนการฟื้นฟูผิวและรูปร่างเพื่อให้กลับมาดูดีอย่างที่เคยเป็น

ปัญหาน้ำหนักตัวและไขมันส่วนเกิน หลังคลอด
หมอขอเมาส์นิดหนึ่งค่ะว่า ก่อนตั้งครรภ์หมอดูแลตัวเองดีมาก ออกกำลังกายสม่ำเสมอจนมีซิกแพค น้ำหนักตัวอยู่ระหว่าง 49-50 กก. สูง 160 ซม. สัดส่วน 32-24-36 ค่อนข้างเป๊ะพอสมควร
แต่พอตั้งครรภ์ลูกคนแรก น้ำหนักขึ้นมากกว่าเกณฑ์เยอะมาก คุณแม่หลายคนรู้ดีว่าช่วงตั้งท้องสามเดือนแรก น้ำหนักไม่ควรขึ้นเกิน 3 กิโลกรัม ไตรมาสที่สองขึ้นไม่เกิน 5 กิโลกรัม และไตรมาสสุดท้ายประมาณ 5 กิโลกรัม แต่แค่ไตรมาสแรก น้ำหนักของหมอทะลุเพดานขึ้นไปเกือบ 6 กิโลกรัมแล้ว เพราะชอบกินโน่นนี่ฉลองกับสามี ไม่มีปัญหาแพ้ท้องเลย บวกกับมีความชะล่าใจหน่อยๆ ว่า เดี๋ยวค่อยคุมอาหารช่วงไตรมาสสุดท้ายก็ได้ ปรากฏว่าคุมไม่อยู่ค่ะ สรุปว่าน้ำหนักตัวขึ้นมา 23 กิโลกรัม และหลังคลอดแล้วน้ำหนักยังเหลือค้างที่ตัวเราอีก 10 กิโลกรัม นอกจากนี้ยังมีไขมันส่วนเกินที่หน้าท้อง ต้นขา แขน พอกหนาขึ้นเวลาเอามือบีบดูจะหนาขึ้นมาเป็นชั้นๆ ส่วนรอบเอวนี่เกินเกณฑ์ไปมาก ถ้าขืนปล่อยต่อไปคงไม่ดีแน่…

สลายไขมันส่วนเกิน
เป็นที่ทราบกันดีว่าความอ้วนนั้นมีส่วนทำให้เกิดโรคต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน โรคมะเร็งบางชนิด และโรคอื่นๆ ไขมันส่วนเกินจากการกินมากเกินจำเป็น จะไปสะสมภายในช่องท้องรอบๆ ตับ กระเพาะ ลำไส้ และเจ้าไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) นี่ละที่ทำให้หุ่นเหมือนแอปเปิ้ล ก่อให้เกิดโรคต่างๆ หมอแนะนำคุณแม่ที่ยังอ้วนอยู่ว่าวิธีลดไขมันช่องท้องที่ดีที่สุดคือ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารเสียใหม่ เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูง กินแต่พอเหมาะ และหันมาออกกำลังกายสม่ำเสมอ ถ้าทำได้อย่างนี้ ไม่นานน้ำหนักตัวและรอบเอวจะค่อยๆ ลดลงเอง ซึ่งนอกจากจะได้สุขภาพทีดีแล้ว ยังแถมมาด้วยรูปร่างที่ดีอีกด้วย
เมื่อพูดถึงสุขภาพแล้ว หมอขอแชร์เรื่องของความงาม นอกจากไขมันช่องท้องแล้วยังมีไขมันอีกประเภทที่สะสมใต้ผิวหนังซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเหมือนไขมันช่องท้อง แต่จะรบกวนจิตใจทำให้เสียความมั่นใจ สังเกตได้เวลาเอานิ้วบีบดูจะหนาขึ้นมาเป็นชั้นๆ จะพบบริเวณหน้าท้อง สะโพก ต้นขา แขน ลำคอ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีสลายไขมันใต้ผิวหนังนี้โดยไม่ต้องผ่าตัด (Non-invasive) เช่น การใช้ความร้อนจากคลื่นอัลตราซาวด์ ชนิดเข้มข้น (HIFU) เพื่อทำลายเซลล์ไขมันใต้ผิวหนัง วิธีรักษานี้เหมาะกับคนที่มีไขมันใต้ผิวหนังหนากว่า 1 นิ้ว มีเวลาจำกัด ไม่สามารถมารักษาได้บ่อย เพราะวิธีรักษานี้จะทำเพียง 1 ครั้งใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง และสามารถกลับบ้านได้เลยโดยไม่ต้องพักฟื้น หลังการรักษาประมาณ 8-12 สัปดาห์จะเริ่มเห็นสัดส่วนเล็กลง 1-3 นิ้ว เนื่องจากเซลล์ไขมันที่ตายแล้วค่อยๆ ถูกขับออกจากร่างกายตามปรกติ อย่างไรก็ตามการดูแลตัวเองหลังการรักษาเป็นสิ่งสำคัญ ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแคลอรี่สูงเกินจำเป็น

กระชับความหย่อนคล้อยบริเวณ ลำตัว หน้าอก
ระหว่างตั้งครรภ์หน้าท้องและสะโพกขยายตัวเพื่อรองรับลูกที่จะคลอด สิ่งที่ขยายตามมาคือ ‘เส้นใยคอลลาเจน’ และ ‘อีลาสติน’ ในร่างกาย แต่เมื่อคลอดแล้วเกิดการหดตัว แต่สองสิ่งนี้ไม่สามารถหดตัวและคืนสภาพได้รวดเร็วเหมือนตอนขยาย จึงเกิดความหย่อนคล้อยให้เห็น แม้น้ำหนักตัวจะกลับมาเท่าเดิม แต่คุณแม่ทั้งหลายรู้ดีว่ากลับมาใส่เสื้อผ้าไซส์เดิมไม่ได้
หมอขอแชร์ความรู้เรื่องเทคโนโลยีเทอร์มาจ บอดี้ (Thermage Body) ซึ่งใช้คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) ในการสร้างความร้อนกว่า 40 องศาเซลเซียสใต้ผิวหนัง ความร้อนนี้จะทำให้คอลลาเจนหดตัว ทำให้บริเวณที่หย่อนคล้อย เช่น หน้าท้อง สะโพก ขา หรือก้น ให้กลับมาแน่นกระชับขึ้น การรักษาจะทำเพียง 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ก็สามารถกลับบ้านโดยไม่ต้องพักฟื้น หลังการรักษาจะเห็นผลชัดเจนช่วงเดือนที่ 3-6 นอกจากจะได้ความกระชับแล้ว ผิวดูดีเรียบเนียนขึ้นและปัญหาผิวแตกลายลดลงด้วย
อีกหนึ่งปัญหาของคุณแม่หลังคลอดคือ เมื่อให้นมลูกแล้ว หน้าอกเราไม่กลับมาเหมือนเดิม ในกรณีที่ไม่หย่อนคล้อยมากและไม่อยากผ่าตัด แต่อยากให้รูปทรงสวยงามเหมือนเดิม เทคโนโลยีกลุ่มอัลตร้าซาวด์ที่เรียกว่า Ultherapy อาจจะสามารถได้ เพราะช่วยยกกระชับหน้าอกที่หย่อนคล้อยโดยไม่ต้องผ่าตัด ทำเพียงครั้งเดียวจะเริ่มเห็นผลลัพธ์ภายใน 1-6 เดือน เมื่อจบคอร์สให้นมลูกเมื่อไหร่สามารถมาปรึกษาแพทย์เรื่องของสภาพหน้าอกได้นะคะ

‘ผิวแตกลาย’ ปัญหากวนใจ ‘คุณแม่’
เชื่อว่าปัญหานี้คงเกิดกับคุณแม่ เนื่องจากผิวหนังยืดหดอย่างรวดเร็วช่วงก่อนและหลังตั้งครรภ์ ทำให้เส้นใยคอลลาเจนฉีกขาดและเกิดการแตกลายอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง สะโพก ก้น บางคนแตกลายเป็นรอยกว้าง บางคนแตกเป็นเส้นเล็กๆ ขึ้นอยู่กับความยืดหยุ่นผิว ความหนาของชั้นผิวหนัง และจำนวนคอลลาเจนในผิว ถ้าคอลลาเจนน้อย ความยืดหยุ่นน้อย ย่อมแตกลายให้เห็นเยอะ
คุณแม่ที่รอยแตกลายไม่มากนัก คุณหมออาจให้ใช้กลุ่มยาทาที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอร่วมกับเทคโนโลยีกรอผิวด้วยเกล็ดคริสตัลขนาดเล็ก (Micro-dermabrasion) เพื่อทำให้เกิดการเร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่า และเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ช่วยให้รอยแตกลายจางลงได้ แต่ถ้าคุณแม่ยังอยู่ระหว่างให้นมบุตรอาจต้องงดกลุ่มยาทาที่เป็นอนุพันธ์ของวิตามินเอ
ส่วนคุณแม่ที่มีรอยแตกลายเยอะ เห็นสีชัดเจน คุณหมออาจแนะนำให้ทำการรักษาด้วยเลเซอร์ ซึ่งมีหลายประเภทที่ใช้รักษาได้ ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา เช่น ถ้ารอยแตกลายเป็นสีแดง ไม่เป็นร่องลึก อาจใช้กลุ่ม Pulse dye Laser เพื่อช่วยลดรอยแดง และทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ ผิวแตกลายจะจางลง
ถ้าไม่รีบรักษาแต่เนิ่นๆ ปล่อยไว้จนรอยแตกลายกลายเป็นสีเทาๆ ขาวๆ อาจต้องใช้เลเซอร์ประเภท Fractional laser ซึ่งเป็นเลเซอร์ประเภทเดียวกับที่ใช้รักษารอยหลุมสิว รอยแผลเป็น โดยเลเซอร์จะทำให้เกิดจุดแผลเล็กๆ บริเวณผิวที่ทำการรักษาและผิวจะตกสะเก็ดได้ แต่หลังจากนั้นไม่เกินหนึ่งอาทิตย์ สะเก็ดเหล่านั้นจะหลุดหายไป เผยให้เห็นสภาพผิวที่เรียบเนียน รอยแตกลายจางลง เนื่องจากผิวมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นใหม่ การรักษาด้วยเลเซอร์ประเภทนี้ ควรทำซ้ำทุก 1 เดือนเพื่อผลการรักษาที่ดี

ขจัด ‘เซลลูไลท์’ เจ้ากรรมนายเวร
เชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ มีเซลลูไลท์เพิ่มขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ส่วนคุณแม่คนไหนไม่เคยมีเซลลูไลท์มาก่อน ก็อาจเห็นชัดขึ้น การรักษาเซลลูไลท์ให้หายขาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การรักษาส่วนมากจึงเน้นบรรเทาปัญหาชั่งคราว จึงควรรักษาอย่างต่อเนื่อง การรักษาเซลลูไลท์ทำได้หลายวิธีและมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่หมอจะเลือกใช้วิธีที่ผสมผสานการทำงานร่วมกัน ระหว่างพลังงานความร้อนจากอินฟราเรด คลื่นวิทยุ ลูกกลิ้ง และแรงดูดสูญญากาศ วิธีนี้ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ระบบน้ำเหลืองทำงานดีขึ้น ไขมันแตกตัวและถูกขับออกอย่างมีประสิทธิภาพ ความร้อนจากคลื่นวิทยุกระตุ้นทำเกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่ ซึ่งจะทำให้ผิวเรียบเนียน กระชับขึ้น การรักษาควรทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ประมาณ 5-10 ครั้งต่อเนื่อง ประมาณ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนจะเริ่มเห็นผล แต่ทั้งนี้ผลการรักษาเซลลูไลท์นั้นขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาและความต่อเนื่องในการรักษา

แบ่งเวลามาดูแลตัวเอง
จากวิธีต่างๆที่หมอแชร์ให้ฟังแล้ว อีกปัจจัยสำคัญคือการที่คุณแม่ต้องดูแลตัวเองหลังการรักษา มิฉะนั้นความพยายามที่ทำมาอาจสูญเปล่า การดูแลหลังการรักษาง่ายๆ คือ หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ถ้าจำเป็นต้องตากแดดนานๆ ควรทาครีมกันแดด งดดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน ทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณพอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารแคลอรี่สูง เน้นกินผักผลไม้มากๆ ออกกำลังกายอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30-45 นาที

“ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ ‘คุณแม่’ กลับมาดูดี สุขภาพแข็งแรง อย่างที่เคยเป็นค่ะ”

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/ImmaginiDaisyDivaClinic
หรือสอบถาม Line ID @immagini